Share of Search คืออะไร? วัดพลังแบรนด์จากคำค้นจริง
“ยอดคลิกบอกได้ว่าคนตอบสนองกับแคมเปญไหม แต่จำนวนคนค้นหาชื่อแบรนด์ บอกได้ลึกกว่านั้นว่าแบรนด์เริ่มเข้าไปอยู่ในหัวลูกค้าหรือยัง”
Share of Search คือการวัดสัดส่วนการค้นหาชื่อแบรนด์ของเราเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดเดียวกัน เพื่อดูว่าแบรนด์ของเราถูกนึกถึงและถูกค้นหามากน้อยแค่ไหน
หลายธุรกิจดูแต่ยอดขาย ยอดคลิก ยอดไลก์ ยอดคนทัก หรือค่าโฆษณาต่อ Lead แต่ไม่เคยดูว่า “มีคนค้นหาชื่อแบรนด์เรามากขึ้นไหม” ทั้งที่การค้นหาชื่อแบรนด์เป็นสัญญาณสำคัญมาก เพราะลูกค้าต้องจำชื่อแบรนด์ได้ระดับหนึ่งก่อนจึงจะพิมพ์ค้นหา
ตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนค้นหา DigitalD2M มากขึ้น เมื่อเทียบกับคอร์สยิงแอดหรือแบรนด์สอนการตลาดเจ้าอื่น แปลว่าการตลาดไม่ได้สร้างแค่ยอดคลิก แต่เริ่มสร้างความสนใจต่อแบรนด์โดยตรงมากขึ้น หรือถ้าแบรนด์คอลลาเจนอย่าง Charaya ถูกค้นหามากขึ้นหลังทำคอนเทนต์และโฆษณาต่อเนื่อง ก็อาจสะท้อนว่าแบรนด์เริ่มมี Demand ในตลาดมากขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ Share of Search สำคัญ เพราะช่วยให้ธุรกิจมองเห็นพลังของแบรนด์ในมุมที่ลึกกว่ายอดโฆษณาระยะสั้น ถ้าคนเริ่มค้นหาชื่อแบรนด์มากขึ้น แปลว่าการตลาดกำลังสร้างความต้องการ ความคุ้นเคย และความจำต่อแบรนด์ ไม่ใช่แค่ดึงคนคลิกมาแล้วหายไป
บทความนี้จะพาเข้าใจว่า Share of Search คืออะไร ต่างจากยอด Search ทั่วไปอย่างไร ใช้ดูพลังแบรนด์ได้แบบไหน คำนวณอย่างไร ใช้เครื่องมืออะไรดูได้บ้าง และจะเพิ่ม Brand Search ให้แบรนด์ถูกค้นหามากขึ้นได้อย่างไร
ถ้าคุณต้องการเรียนการตลาดออนไลน์ตั้งแต่การวาง Branding, SEO, Google Ads, Content Marketing, Brand Demand และระบบวัดผลที่เชื่อมกับยอดขาย สามารถดูรายละเอียดได้ที่ คอร์สเรียนการตลาดออนไลน์ของ DigitalD2M
สารบัญบทความ
- Share of Search คืออะไร
- ทำไมการค้นหาชื่อแบรนด์ถึงสำคัญกว่ายอดคลิกบางครั้ง
- Share of Search ต่างจาก Brand Search อย่างไร
- สูตรคำนวณ Share of Search
- Share of Search บอกอะไรเกี่ยวกับแบรนด์ได้บ้าง
- ใช้เครื่องมืออะไรดู Share of Search ได้บ้าง
- ตัวอย่างการใช้ Share of Search ในธุรกิจจริง
- Share of Search ต่างจาก Share of Voice อย่างไร
- วิธีเพิ่ม Share of Search ให้คนค้นหาแบรนด์มากขึ้น
- Framework SEARCH สำหรับวัดพลังแบรนด์จากคำค้นหา
- Masterclass วิธีใช้ Share of Search แบบมืออาชีพ
- Danger Zone จุดพลาดในการอ่าน Share of Search
- Checklist ก่อนวิเคราะห์ Share of Search
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Share of Search
- สรุปก่อนนำไปใช้จริง
Share of Search คืออะไร
Share of Search คือสัดส่วนการค้นหาชื่อแบรนด์ของเราเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นในหมวดเดียวกัน เช่น มีคนค้นหาแบรนด์เราเท่าไหร่เมื่อเทียบกับคู่แข่งทั้งหมดที่ลูกค้านึกถึงในตลาดนั้น
ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย Brand Search คือจำนวนคนค้นหาชื่อแบรนด์เรา ส่วน Share of Search คือการเอาการค้นหาชื่อแบรนด์เราไปเทียบกับคู่แข่ง เพื่อดูว่าแบรนด์เรามีพื้นที่ในความสนใจของตลาดมากน้อยแค่ไหน
ตัวอย่างเช่น ถ้าตลาดคอร์สยิงแอดมีแบรนด์ A, B, C และ DigitalD2M แล้วเราพบว่าจำนวนการค้นหา DigitalD2M เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่น นั่นอาจสะท้อนว่าแบรนด์เริ่มถูกนึกถึงมากขึ้นในหมวดคอร์สการตลาดออนไลน์หรือสอนยิงแอด
Share of Search จึงเป็น Metric ที่ช่วยมองพลังแบรนด์จากพฤติกรรมจริงของลูกค้า เพราะการที่ลูกค้าพิมพ์ชื่อแบรนด์ลงใน Google แปลว่าเขารู้จัก จำได้ หรืออย่างน้อยเริ่มมีความสนใจต่อแบรนด์มากพอที่จะค้นหาเอง
ทำไมการค้นหาชื่อแบรนด์ถึงสำคัญกว่ายอดคลิกบางครั้ง
ยอดคลิก ยอดวิว หรือยอดไลก์เป็นตัวเลขที่ช่วยวัดการตอบสนองระยะสั้นได้ดี แต่ไม่ได้บอกเสมอไปว่าแบรนด์กำลังถูกจดจำหรือถูกต้องการมากขึ้นจริงหรือไม่
คนอาจคลิกโฆษณาเพราะภาพสวย โปรแรง หรือข้อความน่าสนใจ แต่หลังจากนั้นอาจลืมแบรนด์ไปทันที ในทางกลับกัน คนที่กลับมาค้นหาชื่อแบรนด์เอง มักมีความตั้งใจมากกว่า เพราะเขาจำชื่อแบรนด์ได้และอยากรู้เพิ่มเติม
ตัวอย่างเช่น แคมเปญหนึ่งอาจได้ยอด Reach สูงมาก แต่ไม่มีคนค้นหาชื่อแบรนด์เพิ่มเลย แปลว่าแคมเปญอาจสร้างการมองเห็น แต่ยังไม่ได้สร้างความจำต่อแบรนด์มากพอ
ในทางกลับกัน แคมเปญที่ยอดคลิกไม่ได้หวือหวา แต่หลังจากทำคอนเทนต์ต่อเนื่องแล้ว Brand Search เพิ่มขึ้น อาจแปลว่าการตลาดกำลังสร้างผลสะสมในใจลูกค้า และทำให้คนเริ่ม主动ค้นหาแบรนด์มากขึ้น
ดังนั้น การดู Share of Search ช่วยให้ธุรกิจไม่ติดกับตัวเลขระยะสั้นอย่างเดียว แต่เริ่มมองว่าแบรนด์กำลังมีแรงดึงดูดในตลาดมากขึ้นหรือไม่
Share of Search ต่างจาก Brand Search อย่างไร
Brand Search และ Share of Search ใกล้กันมาก แต่ใช้ตอบคำถามคนละแบบ
| Metric | ความหมาย | ใช้ตอบคำถามอะไร |
|---|---|---|
| Brand Search | จำนวนการค้นหาชื่อแบรนด์ของเรา | มีคนค้นหาแบรนด์เรามากขึ้นไหม |
| Branded Search Traffic | คนที่เข้าเว็บไซต์จากคำค้นหาชื่อแบรนด์ | คนค้นชื่อแบรนด์แล้วเข้ามาที่เว็บเรามากแค่ไหน |
| Share of Search | สัดส่วนการค้นหาแบรนด์เราเมื่อเทียบกับคู่แข่งในหมวดเดียวกัน | แบรนด์เรามีความสนใจในตลาดมากขึ้นหรือน้อยลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง |
ถ้าดู Brand Search อย่างเดียว เราจะรู้ว่าแบรนด์เราถูกค้นหาเพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่ถ้าดู Share of Search เราจะเริ่มเห็นภาพเชิงแข่งขันมากขึ้นว่า การเติบโตของเราดีกว่าหรือแย่กว่าคู่แข่งในตลาดเดียวกัน
สูตรคำนวณ Share of Search
สูตรพื้นฐานของ Share of Search คือการนำจำนวนการค้นหาชื่อแบรนด์ของเรา หารด้วยจำนวนการค้นหาชื่อแบรนด์ทั้งหมดในกลุ่มคู่แข่งที่เลือกมาเทียบ
Share of Search = Brand Search ของเรา ÷ Brand Search รวมของทุกแบรนด์ในกลุ่ม × 100
ตัวอย่างเช่น ในตลาดคอร์สยิงแอด มีการค้นหาชื่อแบรนด์ในเดือนหนึ่งดังนี้
- DigitalD2M: 2,000 ครั้ง
- แบรนด์ A: 3,000 ครั้ง
- แบรนด์ B: 2,500 ครั้ง
- แบรนด์ C: 2,500 ครั้ง
จำนวน Brand Search รวมทั้งหมดคือ 10,000 ครั้ง
Share of Search ของ DigitalD2M = 2,000 ÷ 10,000 × 100 = 20 เปอร์เซ็นต์
แปลว่า จากการค้นหาแบรนด์ในกลุ่มที่เรานำมาเทียบ DigitalD2M มีสัดส่วนการค้นหาประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ควรถูกใช้เป็นสัญญาณเชิงแนวโน้ม ไม่ใช่คำตอบแบบสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะข้อมูลการค้นหาอาจมีข้อจำกัด เช่น คำค้นสะกดหลายแบบ แบรนด์ชื่อซ้ำกับคำทั่วไป หรือเครื่องมือแต่ละตัวแสดงข้อมูลไม่ละเอียดเท่ากัน
Share of Search บอกอะไรเกี่ยวกับแบรนด์ได้บ้าง
Share of Search ไม่ได้บอกแค่จำนวนการค้นหา แต่ช่วยสะท้อนความสนใจ ความจำ และแรงดึงดูดของแบรนด์ในตลาดได้หลายมุม
1. Brand Demand เริ่มเพิ่มขึ้นหรือไม่
ถ้าคนค้นหาชื่อแบรนด์มากขึ้น แปลว่าตลาดเริ่มมีความต้องการหรือความสนใจต่อแบรนด์มากขึ้น ไม่ว่าจะมาจากคอนเทนต์ โฆษณา การบอกต่อ รีวิว หรือประสบการณ์จากลูกค้าเดิม
2. Brand Awareness สะสมได้จริงไหม
การทำคอนเทนต์และโฆษณาอาจทำให้คนเห็นแบรนด์ แต่ Share of Search ช่วยดูต่อว่า คนเห็นแล้วจำชื่อแบรนด์ได้มากพอจะค้นหาต่อหรือไม่
3. แบรนด์เราแข็งแรงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่งไหม
ถ้า Brand Search ของเราโต แต่คู่แข่งโตเร็วกว่ามาก Share of Search ของเราอาจลดลงได้ ดังนั้นการดูสัดส่วนเทียบคู่แข่งช่วยให้เห็นภาพตลาดจริงมากกว่าดูตัวเลขของเราเดี่ยว ๆ
4. แคมเปญสร้างผลสะสมหรือแค่สร้างคลิกชั่วคราว
ถ้าทำแคมเปญใหญ่แล้วมีคนค้นหาชื่อแบรนด์เพิ่มขึ้นหลังจากนั้น แปลว่าแคมเปญอาจไม่ได้สร้างแค่ Traffic แต่เริ่มสร้างความจำและความสนใจต่อแบรนด์ด้วย
5. แบรนด์เริ่มถูกนึกถึงในหมวดสินค้าหรือบริการนั้นหรือยัง
ถ้าคนค้นหาชื่อแบรนด์คู่กับคำหมวด เช่น DigitalD2M คอร์สยิงแอด, Charaya collagen, หรือชื่อแบรนด์พร้อมคำว่ารีวิว แปลว่าแบรนด์เริ่มถูกเชื่อมโยงกับหมวดสินค้าหรือบริการมากขึ้น
ใช้เครื่องมืออะไรดู Share of Search ได้บ้าง
ธุรกิจสามารถดู Share of Search ได้จากหลายเครื่องมือ ขึ้นอยู่กับระดับข้อมูลที่มีและความละเอียดที่ต้องการ
| เครื่องมือ | ใช้ดูอะไร | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|
| Google Trends | ดูแนวโน้มความสนใจในการค้นหาชื่อแบรนด์เทียบกับคู่แข่ง | ธุรกิจที่ต้องการดูภาพรวมแนวโน้มแบรนด์ในตลาด |
| Google Search Console | ดู Query ที่มีชื่อแบรนด์ของเรา จำนวนคลิก Impression และ CTR | ธุรกิจที่มีเว็บไซต์และต้องการดู Branded Search ของตัวเอง |
| Keyword Planner | ประเมิน Search Volume ของชื่อแบรนด์และคำที่เกี่ยวข้อง | คนทำ Google Ads หรือ SEO ที่อยากดูปริมาณการค้นหา |
| SEO Tools | ดู Keyword, Search Volume, Branded Queries และคู่แข่ง | ธุรกิจที่ทำ SEO จริงจังและต้องการข้อมูลแข่งขันมากขึ้น |
| GA4 | ดู Organic Traffic, Direct Traffic และพฤติกรรมหลังเข้าเว็บ | ธุรกิจที่ต้องการดูว่าคนค้นหาแบรนด์แล้วทำ Action ต่อไหม |
สำหรับธุรกิจเล็ก แนะนำให้เริ่มง่าย ๆ จาก Google Search Console และ Google Trends ก่อน เพราะช่วยดูได้ว่า มีคนค้นหาชื่อแบรนด์มากขึ้นไหม คำค้นแบรนด์สะกดแบบไหน และคนที่ค้นหาแล้วคลิกเข้าเว็บมากน้อยแค่ไหน
ตัวอย่างการใช้ Share of Search ในธุรกิจจริง
Share of Search ใช้ได้กับหลายธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการรู้ว่าแคมเปญ คอนเทนต์ หรือการสร้างแบรนด์เริ่มทำให้คนจำชื่อแบรนด์ได้จริงไหม
1. ธุรกิจคอร์สเรียนการตลาดออนไลน์
ถ้า DigitalD2M ทำคอนเทนต์เรื่อง Google Ads, Facebook Ads, AI Marketing และ SEO ต่อเนื่อง สิ่งที่ควรดูไม่ใช่แค่ยอดเข้าบทความ แต่ควรดูว่า คนเริ่มค้นหา DigitalD2M, DigitalD2M คอร์สยิงแอด, DigitalD2M Google Ads หรือชื่อแบรนด์คู่กับบริการมากขึ้นหรือไม่
2. ธุรกิจสินค้า Beauty หรือคอลลาเจน
ถ้าแบรนด์คอลลาเจนทำคอนเทนต์ต่อเนื่องใน TikTok, Facebook และ Shopee อาจดูว่า มีคนค้นหาชื่อแบรนด์พร้อมคำว่า collagen, รีวิว, ราคา หรือซื้อที่ไหน เพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะคำค้นเหล่านี้สะท้อนว่าแบรนด์เริ่มถูกสนใจมากขึ้นในหมวดสินค้า
3. คลินิกและธุรกิจบริการท้องถิ่น
คลินิกอาจดูว่าคนค้นหาชื่อคลินิกพร้อมชื่อบริการเพิ่มขึ้นไหม เช่น ชื่อคลินิก + รีวิว, ชื่อคลินิก + ราคา, ชื่อคลินิก + สาขา หรือชื่อคลินิก + หัตถการ เพราะคำค้นเหล่านี้บอกว่าลูกค้ากำลังพิจารณาแบรนด์โดยตรง
4. ธุรกิจ B2B และ Consulting
ธุรกิจ B2B อาจไม่ได้มี Search Volume สูงมากเหมือนสินค้า Mass แต่ถ้ามีคนค้นหาชื่อบริษัทพร้อมบริการ เช่น รับทำเว็บไซต์, รับทำโฆษณา, SEO, Consulting หรือเคสผลงาน แปลว่าคอนเทนต์และการขายเริ่มทำให้ลูกค้าอยากตรวจสอบแบรนด์มากขึ้น
Share of Search ต่างจาก Share of Voice อย่างไร
Share of Search และ Share of Voice เป็น Metric ที่ใช้ดูพลังแบรนด์ได้ทั้งคู่ แต่โฟกัสคนละมุม
| Metric | โฟกัสหลัก | ข้อดี |
|---|---|---|
| Share of Voice | แบรนด์ของเราถูกสื่อสารหรือถูกพูดถึงมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับคู่แข่ง | ช่วยดูความดังของสื่อ โฆษณา PR หรือ Social Mention |
| Share of Search | ลูกค้าค้นหาชื่อแบรนด์เรามากแค่ไหนเมื่อเทียบกับคู่แข่ง | ช่วยดูความสนใจเชิง主动จากลูกค้า เพราะลูกค้าเป็นฝ่ายค้นหาเอง |
| Brand Search | จำนวนการค้นหาชื่อแบรนด์ของเรา | ดูแนวโน้มการจดจำและความต้องการต่อแบรนด์ของเราโดยตรง |
พูดง่าย ๆ Share of Voice บอกว่าแบรนด์เรา “ส่งเสียงออกไป” มากแค่ไหน ส่วน Share of Search บอกว่าลูกค้า “เริ่มค้นหาเราเอง” มากแค่ไหน
ถ้าแบรนด์มี Share of Voice สูงแต่ Share of Search ไม่เพิ่ม อาจแปลว่าสื่อสารเยอะ แต่ยังไม่ทำให้คนจำหรืออยากค้นหาต่อ ในทางกลับกัน ถ้า Share of Search เพิ่มขึ้น แปลว่าตลาดเริ่มมีสัญญาณสนใจแบรนด์โดยตรงมากขึ้น
วิธีเพิ่ม Share of Search ให้คนค้นหาแบรนด์มากขึ้น
การเพิ่ม Share of Search ไม่ใช่แค่ทำ SEO ให้ติดอันดับ แต่คือการทำให้คนจำชื่อแบรนด์และมีเหตุผลที่จะค้นหาแบรนด์ต่อด้วยตัวเอง
วิธีที่ 1: ใช้ชื่อแบรนด์ให้สม่ำเสมอในทุกช่องทาง
อย่าใช้ชื่อแบรนด์หลายแบบจนลูกค้าสับสน เช่น บางที่ใช้ชื่อไทย บางที่ใช้ชื่ออังกฤษ บางที่ย่อชื่อไม่เหมือนกัน ควรคุมให้คนจำและค้นหาง่าย
วิธีที่ 2: ทำคอนเทนต์ที่เชื่อมแบรนด์กับหมวดสินค้าให้ชัด
เช่น ถ้าอยากให้คนจำว่า DigitalD2M เกี่ยวกับสอนยิงแอด ควรมีคอนเทนต์ต่อเนื่องเกี่ยวกับ Facebook Ads, Google Ads, AI Marketing, SEO และการวัดผล เพื่อให้ชื่อแบรนด์เชื่อมกับหมวดนี้ในใจลูกค้า
วิธีที่ 3: ใช้ Distinctive Brand Assets ให้คนจำแบรนด์ได้เร็ว
สี โลโก้ โทนภาพ คำพูดติดปาก และสไตล์คอนเทนต์ที่ใช้ซ้ำ ช่วยให้ลูกค้าจำแบรนด์ได้เร็วขึ้น เมื่อจำได้ เขามีโอกาสค้นหาชื่อแบรนด์ในภายหลังมากขึ้น
วิธีที่ 4: ทำ SEO สำหรับ Branded Search ให้พร้อม
เมื่อคนค้นหาชื่อแบรนด์ ควรเจอเว็บไซต์หลัก หน้าบริการ หน้าคอร์ส รีวิว ผลงาน หรือช่องทางติดต่อที่ถูกต้อง ไม่ใช่ปล่อยให้คู่แข่งหรือข้อมูลอื่นแทรกขึ้นมาก่อน
วิธีที่ 5: ใช้โฆษณาสร้าง Demand ไม่ใช่แค่ปิดการขาย
แคมเปญบางชุดควรถูกออกแบบเพื่อสร้างความจำ เช่น วิดีโอให้ความรู้ Remarketing Content หรือคอนเทนต์ที่ย้ำจุดยืนแบรนด์ ไม่ใช่ยิงแต่โปรขายตรงอย่างเดียว
วิธีที่ 6: กระตุ้นให้ลูกค้าบอกต่อและรีวิวด้วยชื่อแบรนด์
รีวิว คำแนะนำ และคอนเทนต์จากลูกค้าเก่าสามารถทำให้คนใหม่เริ่มค้นหาชื่อแบรนด์ได้ โดยเฉพาะถ้าลูกค้าเห็นชื่อแบรนด์จากหลายแหล่งซ้ำ ๆ
ถ้าธุรกิจต้องการให้ทีมช่วยวางกลยุทธ์ Brand Search, SEO, Content Marketing และโฆษณาเพื่อสร้าง Demand ให้แบรนด์ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บริการการตลาดออนไลน์ DigitalD2M
Framework SEARCH สำหรับวัดพลังแบรนด์จากคำค้นหา
ก่อนสรุปว่าแบรนด์เริ่มแข็งแรงขึ้นหรือไม่ ลองใช้ Framework SEARCH เพื่อวิเคราะห์ Share of Search ให้ครบกว่าแค่ดูกราฟขึ้นหรือลง
- S – Search Volume: จำนวนการค้นหาชื่อแบรนด์เพิ่มขึ้นหรือลดลง
- E – Exact Brand Query: คนค้นหาชื่อแบรนด์ตรง ๆ หรือค้นหาชื่อแบรนด์คู่กับบริการ
- A – Against Competitors: เมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้ว สัดส่วนการค้นหาแบรนด์เราเป็นอย่างไร
- R – Related Intent: คำค้นที่เกี่ยวข้องสะท้อนอะไร เช่น ราคา รีวิว คอร์ส บริการ หรือซื้อที่ไหน
- C – Conversion After Search: คนที่ค้นหาแบรนด์แล้วเข้าเว็บ ทำ Action ต่อหรือไม่
- H – Historical Trend: แนวโน้มระยะยาวโตขึ้นจริง หรือแค่พุ่งชั่วคราวจากแคมเปญบางช่วง
ตัวอย่างการใช้ Framework SEARCH กับ DigitalD2M:
- Search Volume: คนค้นหา DigitalD2M เพิ่มขึ้นไหม
- Exact Brand Query: มีคนค้นหา DigitalD2M ตรง ๆ หรือ DigitalD2M Google Ads เพิ่มไหม
- Against Competitors: เมื่อเทียบกับแบรนด์คอร์สยิงแอดอื่น Share of Search เพิ่มขึ้นไหม
- Related Intent: คนค้นหาคู่กับคำว่า คอร์ส ราคา รีวิว หรือบริการ อะไรมากที่สุด
- Conversion After Search: คนที่ค้นชื่อแบรนด์แล้วเข้าเว็บ ทัก LINE หรือดูคอร์สต่อไหม
- Historical Trend: การค้นหาโตต่อเนื่องหรือโตเฉพาะตอนยิงแคมเปญ
ถ้าต้องการใช้ AI ช่วยวิเคราะห์คำค้นหาแบรนด์ คู่แข่ง และแตกแผน SEO หรือ Content Strategy สามารถต่อยอดได้จาก คอร์ส AI Driven Marketing & Advertising
Masterclass: วิธีใช้ Share of Search แบบมืออาชีพ
Masterclass 1: ดู Share of Search คู่กับแคมเปญที่ทำในช่วงนั้น
แนวคิด: Share of Search จะมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อดูควบคู่กับกิจกรรมการตลาด เช่น ยิงแอด ทำคอนเทนต์ เปิดตัวสินค้า ไลฟ์สด หรือแคมเปญรีวิว
วิธีการนำไปปรับใช้: ทำ Timeline ว่าช่วงไหนแบรนด์ทำแคมเปญอะไร แล้วดูว่า Brand Search เพิ่มขึ้นหลังแคมเปญหรือไม่ ถ้าเพิ่ม แปลว่าแคมเปญอาจสร้างความจำต่อแบรนด์ได้จริง
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: หลังปล่อยบทความ SEO และยิง Google Ads โปรโมต คอร์ส Google Ads Beginner to Expert ควรดูต่อว่ามีคนค้นหา DigitalD2M หรือ DigitalD2M Google Ads มากขึ้นไหม
Masterclass 2: แยก Brand Search ที่มี Intent ต่างกัน
แนวคิด: คนค้นหาชื่อแบรนด์ไม่ได้มี Intent เหมือนกันทั้งหมด บางคนแค่อยากรู้ว่าแบรนด์คืออะไร บางคนกำลังดูราคา บางคนกำลังอ่านรีวิว และบางคนพร้อมซื้อแล้ว
วิธีการนำไปปรับใช้: แยกคำค้นตาม Intent เช่น ชื่อแบรนด์อย่างเดียว, ชื่อแบรนด์ + ราคา, ชื่อแบรนด์ + รีวิว, ชื่อแบรนด์ + คอร์ส, ชื่อแบรนด์ + ติดต่อ แล้วทำหน้าเว็บหรือคอนเทนต์ให้รองรับแต่ละ Intent
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้ามีคนค้นหา DigitalD2M ราคา หรือ DigitalD2M รีวิว แปลว่าหน้าเว็บควรมีข้อมูลราคา รีวิว และ FAQ ที่ชัด เพื่อรองรับลูกค้าที่กำลังตัดสินใจ
Masterclass 3: ใช้ Share of Search วัดผล Branding ควบคู่ Performance
แนวคิด: Performance Marketing วัดยอดคลิก Lead และยอดขายได้ดี แต่ Branding ต้องดูสัญญาณสะสมด้วย เช่น Brand Search, Direct Traffic และ Returning Users
วิธีการนำไปปรับใช้: ทำ Dashboard ที่มีทั้ง Performance Metrics เช่น CPA, Conversion Rate, ROAS และ Brand Metrics เช่น Brand Search, Share of Search, Direct Traffic และ Branded Organic Clicks
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้าแคมเปญ Facebook Ads ไม่ได้ปิดยอดทันที แต่ทำให้คนกลับมาค้นหาชื่อแบรนด์และเข้าเว็บผ่าน Google มากขึ้น แคมเปญนั้นอาจมีบทบาทสร้าง Demand ที่ควรถูกวัดร่วมด้วย
Danger Zone: จุดพลาดในการอ่าน Share of Search
ข้อผิดพลาดที่ 1: คิดว่า Share of Search คือยอดขายโดยตรง
คำอธิบายคือ Share of Search เป็นสัญญาณความสนใจต่อแบรนด์ ไม่ใช่ยอดขายทันที ผลเสียคือธุรกิจอาจสรุปเร็วเกินไปว่าแบรนด์โตแล้ว แนวทางคือดูคู่กับ Lead, Conversion, Sales และคุณภาพลูกค้าเสมอ
ข้อผิดพลาดที่ 2: เทียบกับคู่แข่งผิดกลุ่ม
คำอธิบายคือถ้าเลือกคู่แข่งที่ไม่ใช่ตลาดเดียวกัน Share of Search จะให้ภาพผิด ผลเสียคือคิดว่าแบรนด์แข็งหรืออ่อนกว่าความจริง แนวทางคือเลือกคู่แข่งที่ลูกค้าใช้เปรียบเทียบจริง
ข้อผิดพลาดที่ 3: ไม่รวมคำสะกดผิดหรือชื่อแบรนด์หลายแบบ
คำอธิบายคือลูกค้าอาจค้นหาชื่อแบรนด์หลายรูปแบบ เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ชื่อย่อ หรือสะกดผิด ผลเสียคือประเมิน Brand Search ต่ำกว่าความจริง แนวทางคือรวมคำค้นที่เกี่ยวข้องให้ครบ
ข้อผิดพลาดที่ 4: ดูข้อมูลช่วงสั้นเกินไป
คำอธิบายคือ Brand Search อาจขึ้นลงจากแคมเปญ โปรโมชัน หรือกระแสบางช่วง ผลเสียคือเข้าใจผิดว่าแบรนด์โตถาวร แนวทางคือดูแนวโน้มหลายเดือนและเทียบกับกิจกรรมการตลาด
ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่ทำหน้าเว็บรองรับคนที่ค้นหาแบรนด์
คำอธิบายคือถ้าคนค้นหาชื่อแบรนด์แล้วเจอข้อมูลไม่ครบ ไม่มีรีวิว ไม่มีราคา ไม่มีหน้า Contact หรือเว็บโหลดช้า โอกาสขายอาจหายไป ผลเสียคือสร้าง Demand ได้แต่ปิดการขายไม่ได้ แนวทางคือทำ Branded Search Experience ให้ดี
Checklist ก่อนวิเคราะห์ Share of Search
- ระบุชื่อแบรนด์ของตัวเองและรูปแบบคำค้นที่ลูกค้าใช้ครบหรือยัง
- เลือกคู่แข่งที่ลูกค้าใช้เปรียบเทียบจริงหรือไม่
- ดู Brand Search ของตัวเองใน Google Search Console แล้วหรือยัง
- ดู Google Trends เพื่อเทียบแนวโน้มกับคู่แข่งหรือยัง
- แยกคำค้นชื่อแบรนด์อย่างเดียวกับชื่อแบรนด์คู่บริการแล้วหรือยัง
- ดูคำค้นชื่อแบรนด์คู่กับคำว่า ราคา รีวิว ติดต่อ หรือซื้อที่ไหนหรือยัง
- ดูว่า Brand Search เพิ่มหลังทำแคมเปญหรือคอนเทนต์หรือไม่
- ดู Direct Traffic และ Returning Users คู่กันหรือยัง
- ตรวจว่าหน้าเว็บรองรับ Branded Search ได้ดีหรือไม่
- ดูว่าคนที่ค้นหาชื่อแบรนด์แล้วเข้าเว็บ ทำ Action ต่อหรือไม่
- เทียบแนวโน้มหลายเดือน ไม่ใช่ดูแค่ช่วงสั้น ๆ หรือยัง
- ใช้ Share of Search ร่วมกับยอดขาย Lead และ Conversion ไม่ใช่ดูเดี่ยว ๆ หรือยัง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Share of Search
1. Share of Search คืออะไรแบบสั้น ๆ
Share of Search คือสัดส่วนการค้นหาชื่อแบรนด์ของเราเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดเดียวกัน ใช้ดูว่าแบรนด์เราถูกค้นหาและถูกนึกถึงมากแค่ไหน
2. Share of Search ต่างจาก Brand Search อย่างไร
Brand Search คือจำนวนคนค้นหาชื่อแบรนด์เรา ส่วน Share of Search คือการเอาการค้นหาแบรนด์เราไปเทียบกับแบรนด์คู่แข่ง เพื่อดูสัดส่วนความสนใจในตลาด
3. Share of Search ใช้แทนยอดขายได้ไหม
ใช้แทนยอดขายไม่ได้ เพราะเป็นสัญญาณของความสนใจและความจำต่อแบรนด์ แต่ควรใช้ร่วมกับยอดขาย Lead, Conversion Rate และข้อมูลลูกค้าจริง เพื่อดูว่าความสนใจนั้นเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ธุรกิจหรือไม่
4. ธุรกิจเล็กควรเริ่มดู Share of Search จากอะไร
เริ่มจาก Google Search Console เพื่อดูว่ามีคนค้นหาชื่อแบรนด์เราไหม แล้วใช้ Google Trends หรือ Keyword Planner ดูแนวโน้มชื่อแบรนด์และคู่แข่งแบบภาพรวม
5. จะเพิ่ม Share of Search ได้อย่างไร
ต้องทำให้คนจำชื่อแบรนด์และมีเหตุผลที่จะค้นหาต่อ เช่น ทำคอนเทนต์สม่ำเสมอ ใช้ Brand Assets ให้จำง่าย ทำ SEO รองรับชื่อแบรนด์ สร้างรีวิว และสื่อสารจุดยืนของแบรนด์ให้ชัด
สรุป: ถ้าคนเริ่มค้นหาชื่อแบรนด์ แปลว่าการตลาดเริ่มสร้าง Demand แล้ว
Share of Search คือ Metric ที่ช่วยวัดพลังแบรนด์จากจำนวนคนค้นหาชื่อแบรนด์เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดเดียวกัน เป็นสัญญาณว่าลูกค้าเริ่มจำแบรนด์ สนใจแบรนด์ และ主动ค้นหาแบรนด์มากขึ้นหรือไม่
ธุรกิจไม่ควรดูแค่ยอดคลิก ยอดไลก์ หรือยอดขายระยะสั้น เพราะการตลาดที่ดีควรสร้างผลสะสมในใจลูกค้าด้วย ถ้าคนเริ่มค้นหาชื่อแบรนด์มากขึ้น แปลว่าแบรนด์เริ่มมีพื้นที่ในความคิดของตลาดมากขึ้น
การวิเคราะห์ Share of Search ที่ดีควรดูร่วมกับ Brand Search, Branded Organic Clicks, Direct Traffic, Returning Users, Conversion, ยอดขาย และคุณภาพ Lead เพื่อให้รู้ว่า ความสนใจต่อแบรนด์กำลังเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจจริงหรือไม่
หัวใจสำคัญคือ ถ้าการตลาดทำให้คนจำชื่อแบรนด์และกลับมาค้นหาเองได้ นั่นคือสัญญาณว่าแบรนด์ไม่ได้แค่ซื้อยอดคลิกจากโฆษณา แต่เริ่มสร้างความต้องการต่อแบรนด์ในตลาดจริงแล้ว
ถ้าธุรกิจต้องการเห็นตัวอย่างงานด้านการวางกลยุทธ์แบรนด์ SEO โฆษณา คอนเทนต์ เว็บไซต์ และระบบวัดผล สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ ผลงาน Digital Marketing และ Online Advertising
อย่าวัดแค่ว่าคนคลิกแอดไหม ให้วัดด้วยว่าคนเริ่มค้นหาชื่อแบรนด์คุณมากขึ้นหรือเปล่า
ถ้าคุณอยากวางระบบการตลาดที่ไม่ได้แค่สร้าง Lead ระยะสั้น แต่ช่วยสร้าง Brand Demand ระยะยาว DigitalD2M ช่วยวิเคราะห์ Share of Search, SEO, Google Ads, Content Strategy, Landing Page และระบบวัดผลให้ธุรกิจเติบโตจากทั้งยอดขายและพลังแบรนด์
DigitalD2M — วางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ โฆษณา และระบบ AI Marketing ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้