“ลูกค้าเปิดแอป Shopee เพื่อหาสินค้าที่ตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว คำถามคือ ใครกันที่ได้ยืนอยู่ในตะกร้าเขาก่อน”
ถ้าคุณเคยยิงแอด Facebook หรือ Google Ads มาก่อน คุณคงคุ้นเคยกับการดัก Intent ตั้งแต่คนยังไม่รู้ตัวว่าอยากซื้ออะไร แต่ Retail Media Network เล่นเกมคนละแบบ เพราะมันดักลูกค้าตอนที่เขา “กำลังหยิบบัตรเครดิตออกมาแล้ว” นี่คือความต่างที่ทำให้งบโฆษณาก้อนใหญ่ของแบรนด์ทั่วโลกเริ่มไหลเข้าสู่แพลตฟอร์มอย่าง Shopee, Lazada, Amazon และ Walmart Connect
Retail Media Network คือระบบโฆษณาที่แพลตฟอร์มขายของ เช่น Shopee หรือ Lazada สร้างขึ้นมาเอง โดยขายพื้นที่โฆษณาให้แบรนด์และร้านค้า ใช้ข้อมูลการซื้อจริงของลูกค้าที่แพลตฟอร์มเก็บไว้ตั้งแต่ประวัติการค้นหา ตะกร้าสินค้า ไปจนถึงประวัติการสั่งซื้อย้อนหลัง ข้อมูลชุดนี้แม่นกว่าการเดา Intent จากพฤติกรรมนอกแพลตฟอร์มมาก เพราะเป็น First-Party Data ที่เจ้าของแพลตฟอร์มเก็บเองโดยตรง
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้สำคัญกับเจ้าของธุรกิจตอนนี้ ไม่ใช่แค่เพราะมันเป็นเทรนด์ใหม่ แต่เพราะโลกโฆษณากำลังเปลี่ยนจากยุคที่พึ่งพา Third-Party Cookie ไปสู่ยุคที่ First-Party Data จากแพลตฟอร์มใหญ่กลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด ถ้าธุรกิจยังคิดว่า Retail Media เป็นแค่การซื้อแบนเนอร์หน้าร้านค้าเพิ่ม อาจพลาดโอกาสสำคัญในการเข้าถึงลูกค้าตอนพร้อมจ่ายเงินจริง
บทความนี้จะพาคุณเข้าใจ Retail Media Network ตั้งแต่กลไกการทำงาน ความต่างจากการยิงแอดแบบเดิม ไปจนถึง Framework ที่ใช้วางกลยุทธ์ได้จริง พร้อมจุดพลาดที่ธุรกิจส่วนใหญ่มักเจอเวลาเริ่มลงโฆษณาบน Shopee หรือ Lazada

- Retail Media Network คืออะไร
- ทำไม Retail Media ถึงโตเร็วที่สุดในปี 2026
- ต่างจากยิงแอด Google Ads หรือ Facebook Ads แบบเดิมอย่างไร
- กลไกโฆษณาบน Shopee และ Lazada ทำงานอย่างไร
- ทำไม First-Party Data ของแพลตฟอร์มถึงสำคัญ
- Framework STORE สำหรับวาง Retail Media
- Masterclass 3 กล่อง
- Danger Zone: จุดพลาดที่พบบ่อย
- Checklist ก่อนเริ่มลงโฆษณา Retail Media
- คำถามที่พบบ่อย
- สรุป
Retail Media Network คืออะไร
พูดง่าย ๆ Retail Media Network คือการที่แพลตฟอร์มขายของออนไลน์ เปิดพื้นที่โฆษณาของตัวเองให้แบรนด์ซื้อโฆษณา โดยใช้ข้อมูลการซื้อขายจริงที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มนั้น เป็นตัวช่วยยิงแอดให้แม่นขึ้น ตัวอย่างที่เห็นชัดคือสินค้าที่ขึ้นมาเป็นอันดับแรกในผลการค้นหาบน Shopee หรือแบนเนอร์ในหน้าตะกร้าสินค้าของ Lazada ล้วนเป็นพื้นที่โฆษณาที่แบรนด์จ่ายเงินซื้อ
จุดที่ทำให้ Retail Media ต่างจากโฆษณาทั่วไปคือ มันไม่ได้ดักลูกค้าตอนที่เขาแค่ “อาจจะสนใจ” แต่ดักตอนที่เขา “กำลังอยู่ในโหมดซื้อของ” อยู่แล้ว ลองนึกภาพลูกค้าที่พิมพ์คำค้นหา “รองเท้าวิ่งผู้ชาย” ใน Shopee เขาไม่ได้แค่เปิดดูเฉย ๆ แต่กำลังเทียบราคาเพื่อกดสั่งซื้อในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า นี่คือ Purchase Intent ระดับสูงสุดที่นักการตลาดตามหากันมาตลอด
ทำไม Retail Media ถึงโตเร็วที่สุดในปี 2026
เหตุผลหลักคือการเปลี่ยนแปลงของระบบติดตามข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต เบราว์เซอร์หลายเจ้าเริ่มจำกัด Third-Party Cookie ทำให้การยิงแอดแบบเดิมที่พึ่งพาการติดตามพฤติกรรมข้ามเว็บไซต์เริ่มทำงานได้ยากขึ้น แต่แพลตฟอร์มอย่าง Shopee หรือ Lazada ไม่ต้องพึ่งพา Cookie เลย เพราะมีข้อมูลลูกค้าที่ล็อกอินอยู่ในระบบของตัวเองอยู่แล้ว รู้ทั้งประวัติการค้นหา ประวัติการซื้อ และพฤติกรรมการเปรียบเทียบราคา
อีกเหตุผลคือ Attribution ที่วัดผลได้ตรงกว่า เพราะโฆษณาที่ยิงในแพลตฟอร์มเดียวกับที่ลูกค้าซื้อของ ทำให้สามารถเชื่อมโยง Ad Spend กับ Purchase ได้ตรงเป้ามากกว่าการยิงแอดนอกแพลตฟอร์มแล้วมาวัดผลผ่าน Pixel หรือ Conversions API ซึ่งบางครั้งข้อมูลก็สูญหายไประหว่างทาง เรื่องนี้เป็นปัญหาที่หลายธุรกิจเจอกับ Conversions API และ Event Match Quality ของ Facebook Ads มาแล้ว
ต่างจากยิงแอด Google Ads หรือ Facebook Ads แบบเดิมอย่างไร
ถ้ายิง Google Ads คุณกำลังดัก Search Intent บนเว็บค้นหาทั่วไป ถ้ายิง Facebook Ads คุณกำลังดัก Social Signal ว่าใครน่าจะสนใจสินค้าตาม Interest หรือพฤติกรรม แต่ Retail Media ดักคนที่เดินเข้ามาในร้านค้าดิจิทัลอยู่แล้ว พร้อมตะกร้าสินค้าที่กำลังจะกดจ่ายเงิน
ความต่างสำคัญอีกจุดคือเรื่อง Funnel Stage คนที่เจอโฆษณาบน Google หรือ Facebook อาจอยู่ในช่วง Awareness หรือ Consideration แต่คนที่เจอโฆษณาบน Retail Media Network ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง Decision เกือบทั้งหมด นี่คือเหตุผลที่ต้นทุนต่อการซื้อ หรือ Cost per Purchase บนแพลตฟอร์ม Retail Media มักต่ำกว่าช่องทางอื่น เพราะระยะทางจากการเห็นโฆษณาไปถึงการกดซื้อสั้นกว่ามาก
แต่นั่นไม่ได้แปลว่า Google Ads หรือ Facebook Ads หมดความสำคัญ ตรงกันข้าม ทั้งสองช่องทางยังจำเป็นสำหรับการสร้าง Awareness และ Consideration ก่อนที่ลูกค้าจะเดินเข้าไปค้นหาสินค้าใน Shopee หรือ Lazada ธุรกิจที่ทำได้ดีมักใช้ Google Ads และ Facebook Ads ดึงลูกค้าเข้าสู่ Funnel แล้วใช้ Retail Media ปิดการขายในจุดตัดสินใจสุดท้าย หากต้องการวางโครงสร้างแคมเปญ Google Ads ให้เชื่อมกับ Journey ทั้งเส้นแบบนี้ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ คอร์ส Google Ads Beginner to Expert
กลไกโฆษณาบน Shopee และ Lazada ทำงานอย่างไร
ทั้งสองแพลตฟอร์มมีระบบโฆษณาที่คล้ายกันในหลักการ คือให้ร้านค้าประมูลราคาต่อคลิก หรือ Cost per Click เพื่อให้สินค้าขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่เห็นง่ายที่สุด เช่น อันดับต้น ๆ ของผลค้นหา หรือแบนเนอร์ในหน้าแรก ระบบจะให้น้ำหนักกับทั้งราคาที่ประมูลและคุณภาพของสินค้า เช่น อัตราการคลิกในอดีต คะแนนร้านค้า และอัตราการปิดการขาย
จุดที่ต้องระวังคือ การแข่งขันประมูลในหมวดสินค้ายอดนิยมสูงมาก ทำให้ต้นทุนต่อคลิกในบางหมวดสูงไม่ต่างจาก Facebook Ads ในช่วง Learning Phase ที่ระบบยังไม่ Optimize เต็มที่ ธุรกิจจึงต้องเลือกหมวดสินค้าและช่วงเวลาที่แข่งขันน้อยกว่า เพื่อไม่ให้เผาเงินไปกับการประมูลราคาสูงเกินความจำเป็น
สิ่งที่แตกต่างจากโฆษณาทั่วไปคือ ผลลัพธ์ที่วัดได้ไม่ใช่แค่ Click แต่คือ Add to Cart และ Purchase จริงที่เกิดขึ้นในเซสชันเดียวกัน ทำให้ธุรกิจสามารถคำนวณ ROAS ได้แบบใกล้เคียงความจริงมากกว่าการยิงแอดนอกแพลตฟอร์มที่ต้องพึ่งพา Attribution Window ที่มีโอกาสคลาดเคลื่อน
ทำไม First-Party Data ของแพลตฟอร์มถึงสำคัญ
First-Party Data ของ Shopee หรือ Lazada ไม่ใช่แค่ข้อมูลว่าใครเคยคลิกอะไร แต่รวมถึงประวัติการซื้อจริง ความถี่ในการสั่งซื้อ ช่วงราคาที่ลูกค้าคนนั้นมักซื้อ และแม้กระทั่งพฤติกรรมการเทียบสินค้าก่อนตัดสินใจ ข้อมูลชุดนี้ลึกกว่า Interest Targeting ของ Facebook Ads มาก เพราะไม่ได้เดาจากพฤติกรรมทั่วไป แต่มาจากธุรกรรมจริงที่เกิดขึ้นแล้ว
ธุรกิจที่เข้าใจเรื่องนี้ควรมองว่า Retail Media Network ไม่ใช่แค่ช่องทางโฆษณาใหม่ แต่เป็นการเข้าถึงฐานข้อมูลลูกค้าที่แม่นยำที่สุดชุดหนึ่งในตลาด หากธุรกิจของคุณมีฐาน First-Party Data ของตัวเองอยู่แล้ว เช่น อีเมลลูกค้าเก่า การเชื่อมโยงข้อมูลทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกันจะยิ่งทำให้กลยุทธ์แม่นยำขึ้นไปอีก เรื่องการสร้างฐานข้อมูลของตัวเองแบบยั่งยืนนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับแนวคิดที่อธิบายไว้ใน Email Marketing Strategy สร้างทรัพย์สินอมตะ ชนะอัลกอริทึม
อ้างอิงจากแนวทางของ Google Ads Help Center การเปลี่ยนผ่านสู่โลกที่ไม่มี Third-Party Cookie ทำให้แพลตฟอร์มที่มี First-Party Data ของตัวเองมีความได้เปรียบด้าน Targeting และ Measurement มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่ Retail Media Network กำลังเติบโต
Framework STORE สำหรับวาง Retail Media
เพื่อให้นำ Retail Media Network ไปใช้ได้จริงในธุรกิจ ผมสรุปเป็น Framework ชื่อ STORE ที่ช่วยวางกลยุทธ์เป็นขั้นเป็นตอน
- S – Shelf Presence: ตรวจสอบว่าสินค้าของคุณปรากฏในตำแหน่งที่ลูกค้าเห็นง่ายแค่ไหนเมื่อค้นหาคำที่เกี่ยวข้อง ถ้าอยู่หน้าสองหรือสามของผลค้นหา โอกาสถูกมองข้ามสูงมาก
- T – Targeting by Purchase Intent: เลือกคำค้นหาและหมวดสินค้าที่สะท้อน Intent ระดับสูง ไม่ใช่แค่คำกว้าง ๆ ที่มีคนค้นหาเยอะแต่ Intent ต่ำ
- O – Optimize Bid at Point of Sale: ปรับราคาประมูลตามช่วงเวลาที่มีอัตราการปิดการขายสูง เช่น ช่วงเงินเดือนออกหรือช่วงแคมเปญลดราคาประจำเดือน
- R – Retarget Cart Abandoners: ใช้ข้อมูลลูกค้าที่เพิ่มสินค้าลงตะกร้าแต่ยังไม่ซื้อ มายิงโฆษณาซ้ำภายในแพลตฟอร์มเดียวกัน
- E – Evaluate Incrementality: ตรวจสอบว่ายอดขายที่เกิดขึ้นเป็นยอดที่เพิ่มขึ้นจริงจากโฆษณา หรือเป็นยอดที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้วแม้ไม่ได้ลงโฆษณา
ถ้าธุรกิจของคุณเคยใช้ Facebook Ads ในการดึงลูกค้าเข้าสู่ Awareness มาก่อน แล้วอยากเชื่อมกลยุทธ์ให้ครบทั้ง Funnel ไปจนถึงจุดขายบน Retail Media สามารถศึกษาการวางโครงสร้างแคมเปญข้ามแพลตฟอร์มได้จาก ยิง Facebook Ads ข้ามแพลตฟอร์ม 7 กลยุทธ์ปี 2026
Masterclass: มุมคิดที่ธุรกิจส่วนใหญ่มองข้าม
1. Retail Media ไม่ได้แทนที่ Awareness Ads
แนวคิด: หลายธุรกิจเข้าใจผิดว่าถ้าลงทุนใน Retail Media แล้ว ไม่จำเป็นต้องยิง Facebook Ads หรือ Google Ads อีก แต่ความจริงคือ Retail Media ทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อมีคนรู้จักแบรนด์อยู่แล้วในระดับหนึ่ง
วิธีการนำไปปรับใช้: จัดสรรงบให้ Facebook Ads หรือ Google Ads สร้าง Awareness และ Consideration ก่อน แล้วค่อยเพิ่มงบ Retail Media ในช่วงที่แคมเปญเริ่มมีคนค้นหาชื่อแบรนด์บนแพลตฟอร์มมากขึ้น
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: แบรนด์เครื่องสำอางรายหนึ่งใช้ คอร์ส Facebook Ads Zero to Advance สร้าง Awareness ก่อนหนึ่งเดือน แล้วค่อยเพิ่มงบ Retail Media บน Shopee ในเดือนถัดมา พบว่าต้นทุนต่อการซื้อลดลงกว่าการลงโฆษณา Retail Media เพียงอย่างเดียวตั้งแต่ต้น
2. Content บนหน้าสินค้าสำคัญพอ ๆ กับตัวโฆษณา
แนวคิด: ต่อให้ประมูลตำแหน่งโฆษณาดีแค่ไหน ถ้าหน้ารายละเอียดสินค้าไม่น่าเชื่อถือ ลูกค้าก็ปิดหน้าไปเปรียบเทียบร้านอื่นทันที
วิธีการนำไปปรับใช้: ลงทุนกับรูปสินค้า รีวิว และคำอธิบายที่ตอบคำถามลูกค้าให้ครบก่อนเพิ่มงบโฆษณา เพราะ Conversion Rate ที่ดีขึ้นจะทำให้ทุกบาทที่จ่ายในการประมูลคุ้มค่ากว่าเดิม
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: แนวคิดการเล่าเรื่องสินค้าให้น่าเชื่อถือแบบเป็นระบบ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก Real Process Content เบื้องหลังจริงที่สร้างความเชื่อถือทรงพลัง
3. อย่าวัดผลด้วย ROAS ตัวเดียว
แนวคิด: ROAS ที่สูงบน Retail Media อาจไม่ได้แปลว่ากำไรเพิ่มขึ้นจริง เพราะบางยอดขายอาจเกิดขึ้นอยู่แล้วแม้ไม่มีโฆษณา
วิธีการนำไปปรับใช้: ทดลองปิดโฆษณาในบางสินค้าชั่วคราวเพื่อดู Incrementality ว่ายอดขายลดลงจริงหรือไม่ ก่อนสรุปว่าโฆษณาคือตัวขับเคลื่อนหลัก
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้าต้องการวางระบบวัดผลที่เชื่อมกับผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขในหน้า Dashboard สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บริการการตลาดออนไลน์ของ DigitalD2M
Danger Zone: จุดพลาดที่พบบ่อยเวลาลงโฆษณา Retail Media
ข้อผิดพลาดที่ 1: ประมูลคำค้นหากว้างเกินไป
หลายร้านค้าเลือกคำค้นหาที่มีคนค้นหาเยอะที่สุดโดยไม่ดู Intent ผลเสียคือได้ Click จำนวนมากแต่ Conversion ต่ำ เพราะคนที่ค้นหาคำกว้างมักยังไม่ตัดสินใจซื้อ แนวทางคือเลือกคำที่เจาะจงและสะท้อนความตั้งใจซื้อชัดเจนกว่า
ข้อผิดพลาดที่ 2: มองข้ามคุณภาพหน้าสินค้า
บางธุรกิจทุ่มงบโฆษณาทั้งหมดโดยไม่ปรับปรุงหน้ารายละเอียดสินค้า ผลเสียคือ Conversion Rate ต่ำ ทำให้ต้นทุนต่อการขายสูงกว่าที่ควรจะเป็น แนวทางคือปรับรูปภาพ รีวิว และคำอธิบายให้ครบก่อนเพิ่มงบ
ข้อผิดพลาดที่ 3: ไม่แยกวัดผลตามหมวดสินค้า
การดู ROAS รวมทั้งบัญชีทำให้มองไม่เห็นว่าสินค้าตัวไหนที่แบกผลลัพธ์ทั้งหมด ผลเสียคือเสียงบไปกับสินค้าที่ไม่คุ้มค่าต่อเนื่อง แนวทางคือแยกดูผลลัพธ์เป็นรายสินค้าหรือรายหมวดหมู่
ข้อผิดพลาดที่ 4: เข้าใจผิดว่า Retail Media แทนที่ Awareness Ads ได้ทั้งหมด
ผลเสียคือเมื่อไม่มีคนรู้จักแบรนด์มาก่อน การประมูลตำแหน่งบน Retail Media จะแพงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะต้องแข่งกับแบรนด์ที่มีคนค้นหาชื่ออยู่แล้ว แนวทางคือรักษาสัดส่วนงบให้มี Awareness Campaign ควบคู่ไปด้วย
ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่ตรวจสอบ Incrementality ก่อนขยายงบ
การเห็น ROAS สูงแล้วรีบเพิ่มงบทันที อาจทำให้ธุรกิจเสียเงินไปกับยอดขายที่เกิดขึ้นอยู่แล้วโดยไม่ต้องมีโฆษณา แนวทางคือทดลองแบบมีกลุ่มควบคุมก่อนตัดสินใจขยายงบจริง
Checklist ก่อนเริ่มลงโฆษณา Retail Media Network
- ตรวจสอบว่าหน้ารายละเอียดสินค้ามีรูปภาพและรีวิวครบถ้วนแล้วหรือยัง
- ตรวจสอบว่าเลือกคำค้นหาที่สะท้อน Purchase Intent จริง ไม่ใช่แค่คำกว้างที่มีคนค้นหาเยอะ
- ตรวจสอบว่ามีการแยกวัดผล ROAS เป็นรายสินค้าหรือรายหมวดหมู่แล้วหรือยัง
- ตรวจสอบว่างบ Awareness ผ่าน Facebook Ads หรือ Google Ads ยังคงเดินคู่ขนานอยู่
- ตรวจสอบว่าได้ทดลองวัด Incrementality ก่อนตัดสินใจขยายงบหรือยัง
- ตรวจสอบช่วงเวลาที่มีอัตราการปิดการขายสูง เพื่อปรับราคาประมูลให้เหมาะสม
- ตรวจสอบว่าได้ตั้งค่า Retargeting สำหรับลูกค้าที่เพิ่มสินค้าลงตะกร้าแต่ยังไม่ซื้อ
- ตรวจสอบคะแนนร้านค้าและอัตราการตอบกลับ เพราะมีผลต่อการจัดอันดับโฆษณา
- ตรวจสอบว่าราคาสินค้าที่แสดงในโฆษณาแข่งขันได้กับร้านค้าอื่นในหมวดเดียวกัน
- ตรวจสอบว่ามีการเชื่อมข้อมูลลูกค้าเก่าจากช่องทางอื่นเข้ามาเสริมกลยุทธ์แล้วหรือยัง
- ตรวจสอบงบประมาณรายวันไม่ให้หมดเร็วเกินไปในช่วงเวลาทองของการขาย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Retail Media Network
Retail Media Network ต่างจาก Sponsored Product บน Shopee อย่างไร
Sponsored Product เป็นหนึ่งในรูปแบบโฆษณาภายใต้ร่ม Retail Media Network โดย Retail Media เป็นคำเรียกรวมของระบบโฆษณาทั้งหมดที่แพลตฟอร์มขายของสร้างขึ้น ส่วน Sponsored Product คือรูปแบบเฉพาะที่ทำให้สินค้าติดอันดับต้นในผลค้นหา
ธุรกิจเล็กควรเริ่มลงโฆษณา Retail Media เมื่อไหร่
ควรเริ่มเมื่อร้านค้ามีสินค้าที่ผ่านการปรับปรุงหน้ารายละเอียดและมีรีวิวพื้นฐานแล้ว เพราะถ้าเริ่มลงโฆษณาก่อนที่หน้าสินค้าจะน่าเชื่อถือ อัตราการปิดการขายจะต่ำและทำให้ต้นทุนต่อการขายสูงเกินความจำเป็น
Retail Media Network ใช้แทน Facebook Ads หรือ Google Ads ได้เลยไหม
ไม่ควรใช้แทนกันทั้งหมด เพราะ Retail Media ทำงานได้ดีในช่วง Decision Stage แต่ยังต้องพึ่ง Facebook Ads หรือ Google Ads ในการสร้าง Awareness และ Consideration ให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์ก่อน
วัด ROAS ของ Retail Media แม่นยำกว่าช่องทางอื่นจริงหรือไม่
แม่นยำกว่าในแง่ที่ข้อมูลการซื้อเกิดขึ้นในแพลตฟอร์มเดียวกับที่ลงโฆษณา แต่ก็ยังต้องระวังเรื่อง Incrementality เพราะยอดขายบางส่วนอาจเกิดขึ้นอยู่แล้วแม้ไม่มีโฆษณา จึงไม่ควรดู ROAS ตัวเดียวแล้วสรุปทันที
ควรใช้ First-Party Data ของตัวเองร่วมกับ Retail Media หรือไม่
ควรใช้ควบคู่กัน เพราะยิ่งธุรกิจมีฐานข้อมูลลูกค้าเก่าของตัวเองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถวางแผนงบและเลือกกลุ่มเป้าหมายบน Retail Media ได้แม่นยำขึ้นเท่านั้น
สรุป
Retail Media Network ไม่ใช่แค่โฆษณาอีกรูปแบบหนึ่งบนแพลตฟอร์มขายของ แต่เป็นการเข้าถึงลูกค้าในจุดที่ Intent สูงที่สุดในทั้ง Customer Journey คือตอนที่เขากำลังหยิบสินค้าลงตะกร้าจริง ๆ ความแม่นยำของ First-Party Data ที่แพลตฟอร์มมีอยู่ ทำให้ Retail Media กลายเป็นช่องทางที่แบรนด์ทั่วโลกทุ่มงบเข้ามาเร็วที่สุดในช่วงนี้
สิ่งที่ต้องระวังคือการเข้าใจผิดว่า Retail Media เป็นทางลัดที่ใช้แทนการสร้าง Awareness ทั้งหมด ความจริงคือมันทำงานได้ดีที่สุดเมื่อมีคนรู้จักแบรนด์อยู่บ้างแล้ว การผสมผสานระหว่าง Google Ads หรือ Facebook Ads ในช่วงต้น Funnel กับ Retail Media ในช่วงปิดการขาย จึงเป็นกลยุทธ์ที่ยั่งยืนกว่าการทุ่มงบไปช่องทางเดียว
ถ้าธุรกิจของคุณกำลังมองหาทีมที่ช่วยวางโครงสร้างงบโฆษณาให้เชื่อมกันทั้ง Funnel ตั้งแต่ Awareness จนถึงจุดขายจริงบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บริการการตลาดออนไลน์ของ DigitalD2M
อย่าถามแค่ว่า Retail Media Network ให้ ROAS สูงแค่ไหน ต้องถามต่อว่ายอดขายที่เกิดขึ้นนั้น เป็นยอดที่เพิ่มขึ้นจริงจากงบที่จ่ายไป หรือเป็นยอดที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้วแม้ไม่มีโฆษณา
อย่าดูแค่ ROAS บน Retail Media ให้ดูด้วยว่ายอดขายนั้นมาจาก Journey แบบไหน
ถ้าต้องการทีมที่ช่วยวางกลยุทธ์โฆษณาให้เชื่อมกันทั้ง Awareness, Consideration และ Retail Media เพื่อผลลัพธ์ที่วัดได้จริง ปรึกษาทีม DigitalD2M ได้เลยครับ
DigitalD2M — วางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ โฆษณา และระบบ AI Marketing ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้